วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กามชาดก ชาดกว่าด้วยกามและโทษของกาม

กามชาดก ชาดกว่าด้วยกามและโทษของกาม

ชาวนาได้ตัดไม้และแผ้วถางป่าเพื่อทำเป็นที่นาของตน


ชาวนาได้ตัดไม้และแผ้วถางป่าเพื่อทำเป็นที่นาของตน

ในกาลสมัยเรือกสวนไร่นาของชาวบ้านนั้น เกิดจากแรงคนงานทำแผ้วถางป่า ใครขยันเพียงไรก็มีพื้นที่ทำกินเท่านั้น และด้วยกาลก่อนนั้นไม่มีเครื่องจักรไว้ทุ่นแรงเหมือนปัจจุบัน ชาวบ้านมีแต่เพียงมีด จอบเสียมเครื่องไม้เครื่องมือธรรมดากับแรงงานของเขาเท่านั้น
     ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านเหล่านั้น จึงรักเหล่านั้นจึงรักและหวงแหนไร่นาของเขาเป็นอันมาก ครั้งนั้นเมื่อองค์พระศาสดาทรงประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภกับพราหมณ์ชาวเมืองสาวัตถีผู้หนึ่ง เขาผู้นี้ได้ทำการหักร้างป่าเพื่อต้องการทำเป็นไร่ พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของเขา เมื่อเสด็จเข้าไปโปรดสัตว์ในพระนครสาวัตถี ทรงแวะลงจากกระทำปฏิสันถารกับเขาบ่อยครั้ง “เธอทำอะไรเล่า” “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์
หักร้างที่ไร่พระเจ้าค่ะ” “ดีแล้วพราหมณ์ กระทำการงานไปเถิด” พระองค์ได้เสด็จไปทำปฏิสันถารกับเขาบ่อยๆ ทั้งในเวลาที่เขาขนต้นไม้ที่ตัดแล้ว และสะสาง
ที่ไร่ในเวลาก่อคัน ในเวลาหว่าน พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นการทำงานของเขาตั้งแต่แรกเริ่ม จนกระทั่งพื้นที่ป่ากลายเป็นไร่นาโดยสมบูรณ์ “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ วันนี้เป็นมงคลในการ
หว่านข้าวของข้า พระองค์ ข้าพระองค์จะถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธองค์เป็นประมุข ในเมื่อข้าวกล้านี้สำเร็จแล้ว” รุ่งขึ้นวันหนึ่ง ขณะที่พราหมณ์กำลังยืนดูข้าวกล้าของเขา ที่กำลังเติบโตเป็นต้นกล้าน้อยๆ อยู่ องค์พระศาสดาเสด็จมาตรัสถาม “พราหมณ์ เธอกำลังทำอะไรอยู่ตรงนั้น”
“ข้าแต่สมณะโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์กำลังดูข้าวกล้า” ในครั้งนั้นพราหมณ์คิดว่า เมื่อใดที่ข้าวของเขาออกรวงเป็นเม็ดข้าวแล้ว เขาจะถวายภัตรนั้นแด่พระพุทธเจ้า
เมื่อคิดได้อย่างนี้ เขาก็มีความสุขอย่างล้นเหลือ

พราหมณ์ชาวนาเสียใจมากกับความเสียหายในไร่นาของตน
พราหมณ์ชาวนาเสียใจมากกับความเสียหายในไร่นาของตน
     วันเวลาผ่านไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว ข้าวในนาของพราหมณ์นั้นออกรวงเป็นสีทองเหลืองอร่าม เขาตั้งใจจะเกี่ยวข้าวนั้น แล้วนำมาถวายแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเช้ารุ่งขึ้น แต่แล้วเรื่องราวก็ไม่ได้เป็นไปตามที่หวังไว้ ในคืนนั้นเองเกิดพายุลูกใหญ่ ลูกเห็บตกตลอดคืน ทางเหนือของแม่น้ำอัจจิรวดีก็มีกระแสน้ำใหญ่ไหลหลากมาพัดเอาข้าวกล้าทั้งหมดเข้าไปสู่ทะเล ไม่เหลือไว้ให้แม้มาดว่าทนานเดียว 
     เมื่อน้ำไหลผ่านไปแล้ว พราหมณ์มองดูความย่อยยับแห่งนาข้าวของตนแล้ว ก็ถูกความเสียใจอย่างแรงเข้าครอบงำ ยกมือตีอกคร่ำครวญไปถึงเรือน แล้วลงนอนบ่นพร่ำ“ไม่ ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ทำไม นาข้าวๆ ของเรา หมดกันๆ” ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ถูกความเสียใจครอบงำ ทรงดำริว่า เราต้องเป็น
ที่พึ่งของพราหมณ์ผู้นั้น  
     รุ่งขึ้นเสด็จไปสู่ประตูเรือนของเขา พราหมณ์ได้ยินความที่พระศาสดาทรงเสด็จมา ก็รีบให้การต้อนรับ “ดูก่อนพราหมณ์ เหตุใด จึงเศร้าหมองไปล่ะ ท่านไม่สบายอะไรเล่า”“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ย่อมทรงทราบการงานที่ข้าพระองค์ทรงกระทำนับแต่ตัดต้นไม้ที่ฝั่งแม่น้ำอัจจิรวดีข้าพระองค์เคยกราบทูลไว้ว่าเมื่อข้าวกล้านี้สำเร็จแล้ว
ข้าพระองค์จักถวายทานแด่พระองค์บัดนี้ห้วงน้ำใหญ่พัดข้าวกล้าของข้าพระองค์ไปสู่ทะเลเสียหมดเกลี้ยงทีเดียว ข้าวกล้าไม่มีเหลือสักหน่อย
พระศาสดาทรงนำอดีต<a href=http://www.dmc.tv/articles/jataka.html title='นิทาน' target=_blank><font color=#333333>นิทาน</font></a>มาแสดงแก่เหล่าภิกษุสงฆ์ในธรรมสภา
พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมาแสดงแก่เหล่าภิกษุสงฆ์ในธรรมสภา
   
     ข้าวเปลือกประมาณ 100 เกวียนเสียหายหมด เหตุนั้นความโศกอย่างใหญ่โตจึงเกิดแก่ข้าพระองค์” “ดูก่อนพราหมณ์ ก็เมื่อท่านเศร้าโศกอยู่ สิ่งที่เสียหายไปแล้วจะกลับคืนมาได้หรือ” “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญข้อนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอพระเจ้าค่ะ” “แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านเศร้าโศกเพราะเหตุไร ขึ้นชื่อว่าทรัพย์และข้าวเปลือกของสัตว์เหล่านี้ ถึงคราวเสียหายก็เสียหาย สิ่งใดๆ ที่ถึงการปรุงแต่ง จะชื่อว่าไม่มีความเสียเป็นธรรมดานะไม่มีดอก ท่านอย่าคิดไปเลย”พระศาสดาทรงปลอบเขาด้วยประการฉะนี้ เมื่อทรงแสดงธรรมอันเป็นที่สบายแก่เขา ตรัสกามสูตร เมื่อพระสูตรถึงปริโยสาร พราหมณ์ดำรงในโสดาปัตติผลพระศาสดาทรงทำให้เขาสร่างโศกได้ ณ ตอนนั้นชาวพระนครรู้สิ้นทั่วกันว่า พระศาสดาทรงกระทำพราหมณ์ผู้นั้นให้สร่างโศก ให้ดำรงในโสดาปัตติผลได้พวกภิกษุพากันยกเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภา “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เราก็ได้กระทำให้พราหมณ์นี้สร่างโศกแล้วเหมือนกัน” เมื่อตรัสแล้วก็ทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้ ในอดีตกาลพระเจ้าพรหมทัต ณ พระนครพารณสี มีพระโอรส 2 พระองค์ ท้าวเธอประทานตำแหน่งอุปราชแก่พระโอรสองค์ใหญ่ พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่พระโอรสองค์เล็ก ครั้นต่อมาพระเจ้าพรหมทัตสิ้นพระชนม์พวกอำมาตย์พากันตั้งการอภิเษกแก่พระองค์ใหญ่ แต่พระองค์ก็ได้ทำการปฏิเสธราชสมบัติเหล่านั้น แม้ได้รับคำทูลวิงวอนบ่อยๆ ก็ทรงห้ามเสีย “ฉันไม่ต้องการครองราชย์สมบัติ พวกท่านจงพากันให้แก่น้องชายของฉันเถิด” “เสด็จพี่ทรงรับตำแหน่งอุปราชไว้เถิด”“ไม่ละ เราไม่ต้องการความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ ไม่ทรงปรารถนาแม้แต่ตำแหน่งอุปราช” “ถ้าเช่นนั้นน้องก็จะไม่กวนพระทัยเสด็จพี่อีก ขอเสด็จพี่ทรงจงอยู่สบายในพระราชวังนี้เถิด” “ฉันไม่มีเรื่องที่จะต้องกระทำในพระนครนี้ พี่จะขอไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในชนบทที่ห่างไกล”
เศรษฐีรู้ความจริงว่าชายหนุ่มที่มาพักอาศัยอยู่กับตนคือพระราชโอรส
เศรษฐีรู้ความจริงว่าชายหนุ่มที่มาพักอาศัยอยู่กับตนคือพระราชโอรส
  
     พระราชกุมารเสด็จออกจากพระนครเมืองพาราณสีไปสู่ชนบทปลายแดน อาศัยสกุลเศรษฐีตระกูลหนึ่ง ทรงกระทำการงานด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองประทับอยู่“เออ เจ้าคนนี้ฝีมือดีเหมือนกัน มิเสียแรงที่เลี้ยงเอาไว้” ครั้นกาลต่อมาพวกเหล่านั้นรู้ความที่ท้าวเธอเป็นพระราชกุมารก็พากันไม่ยอมให้ทำการงานพากันห้อมล้อมท้าวเธอด้วยการปฏิบัติในฐานะพระราชกุมาร
     “พระองค์อย่าได้ได้ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายเลย เชิญอาศัยอยู่ให้สบายเถิด หม่อมฉันยินดีรับใช้พระเจ้าค่ะ” “หม่อมฉันก็ยินดีรับใช้พระองค์เหมือนกันเพค่ะเชิญรับสั่งได้เลยเพค่ะ”“เอาเถิดเราขอบใจพวกท่านทุกคนมาก” ดำเนินการนานมา พวกข้าราชการได้ไปถึงบ้านนั้น เพื่อรังวัดเขต ท่านเศรษฐีเข้าไปเฝ้าพระราชกุมารเพื่อกราบทูลขอให้พระองค์ทรงช่วยเหลือ“ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้านาย พวกข้าพระองค์ พากันบำรุงเลี้ยงพระองค์ ขอพระองค์ทรงส่งหนังสือถึงเจ้าน้องให้ทรงช่วยลดส่วยแก่พวกข้าพระองค์ด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ” “ได้สิ ท่านเศรษฐี ท่านเองก็ทรงช่วยเหลือเรามามากแล้ว เราควรตอบแทนท่านบ้าง” ครั้งนั้นพระราชกุมารทรงส่งหนังสือไปถึงพระอนุชาผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน“พี่ได้อาศัยสกุลเศรษฐีพำนักอยู่โปรดเห็นแก่พี่ ยกเว้นส่วยแก่พวกเหล่านั้นเถิด” “เมื่อเสด็จพี่ทรงขอมา เราก็ยินดีทำตามรับสั่ง ทหารเว้นภาษีของเศรษฐีนั้นเถิด” ครั้งนั้นพวกชาวบ้านทั้งหมด ทั้งชาวชนบทบ้างชาวบ้านอื่นๆ บ้าง พากันเข้าไปเฝ้าท้าวเธอเพื่อทูลขอยกเว้นส่วย ดังที่พระองค์ทรงพระราชทานขอให้เศรษฐี

พระราชโอรสองค์รองได้รับสาสน์จากพี่ชายซึ่งอยู่ชายแดนชนบท
พระราชโอรสองค์รองได้รับสาสน์จากพี่ชายซึ่งอยู่ชายแดนชนบท

     กาลนั้นท้าวเธอทรงส่งหนังสือไปเพื่อช่วยเหลือพวกเหล่านั้น ให้พระราชาทรงยกเว้นส่วยให้ “ข้าพระองค์จักถวายส่วยแด่พระองค์เท่านั้น โปรดให้พระราชาทรงยกเว้นแก่พวกข้าพระองค์บ้างเถิด” “เอาเถิดๆ เราจะช่วยพวกเจ้าทุกคน” ตั้งแต่บัดนั้น พวกเหล่านั้นก็พากันถวายส่วยแก่พระราชกุมาร พระองค์จึงบังเกิดลาภสักการะใหญ่ด้วยเหตุนั้นความอยากของพระองค์ก็พลอยเติบใหญ่ไปด้วย กาลต่อมาพระองค์ได้ทูลขอชนบทนั้นทั้งหมด แล้วทูลขอราชสมบัติกึ่งหนึ่งพระอนุชาก็ได้ประทานทุกอย่างตามที่พระองค์ทรงทูลขอ “ฮ่าๆๆ มีสมบัติมันก็ดีอย่างนี้นี่เอง ฮึ แต่จริงๆ แล้วสมบัติทั้งเมืองต้องเป็นของเราซินะ เราควรจะได้ครอบครองทั้งหมดไม่ใช่แค่ครึ่งเดียวเช่นนี้” เมื่อกิเลสตัณหาพอกพูนไม่ทรงพอพระทัย ด้วยราชสมบัติเพียงกึ่งนั้น ทรงดำริจะยึดราชสมบัติทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จึงแวดล้อมด้วยชาวชนบทเสด็จไปสู่พระนครนั้น หยุดทับอยู่ภายนอกพระนคร ทรงส่งหนังสือแก่พระอนุชา เพื่อให้พระอนุชาทรงยกราชบัลลังก์ให้มิเช่นนั้นก็ต้องออกรบกัน “พี่นี้เป็นพาล เมื่อก่อนทรงห้ามราชสมบัติ แม้กระทั่งตำแหน่งอุปราชก็ทรงห้าม คราวนี้ตรัสว่า จะยึดเอาด้วยการรบ ก็ถ้าเราจักฆ่าพี่นี้ให้ตายเสียด้วยการรบความครหาจักมีแก่เราได้ เราจะต้องการอะไรด้วยราชสมบัติ” พระอนุชาทรงส่งหนังสือมาถึงพระเชษฐา ว่าไม่ต้องการรบ ขอมอบราชสมบัตินั้นคืนแด่พระองค์นับแต่นั้นพระราชกุมารโอรสองค์ใหญ่ทรงครองราชย์สมบัติและทรงตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา มิได้ทรงพอพระหทัยด้วยราชสมบัติพระนครเดียวทรงปรารถนาราชสมบัติ 23 นคร ไม่ทรงเห็นที่สุดแห่งความอยากเลย ครั้งนั้นท้าวสักกะเทวราชทรงตรวจดูว่า ในโลกชนเหล่าไหนบ้างที่บำรุงมารดาบิดา เหล่าไหนทำบุญต่างๆมีให้ทาน เหล่าไหนตกอยู่ในอำนาจตัณหา ทรงทราบความที่พระราชกุมารโอรสองค์ใหญ่ เป็นไปในอำนาจตัณหา พระองค์จึงทรงจำแลงเพศเป็นมานพประทับยืนที่พระทวารหลว  “พระราชาองค์นี้เป็นพาล ไม่ทรงพอพระหทัยแม้ด้วยราชสมบัติในพระนครพาราณสี เราต้องสั่งสอนให้ทาวเธอได้รู้บ้าง” ท้าวสักกะเทวราชในร่างของบัณฑิตให้มหาดเล็กไปทูลพระราชาว่าตนมีอุบายแยบยลถวาย “ข้าแต่พระมหาราช ข้าพระองค์เห็นพระนคร 3 แห่ง มั่งคั่ง มีฝูงคนแออัด สมบูรณ์ด้วยพละและพาหนะข้าพระองค์จักยึดราชสมบัติทั้ง 3 ด้วยอานุภาพของตนถวายแด่พระองค์ ควรที่พระองค์จะไม่ทรงชักช้า รีบเสด็จเถิดพระเจ้าข้า” ท้าวสักกะนั้นเล่าตรัสเพียงเท่านี้แล้ว ก็ได้เสด็จไปดาวดึงส์พิภพส่วนพระราชานั้นเมื่อได้ยินสิ่งที่ท้าวสักกะในร่างบัณฑิตกล่าว ก็ทรงตกอยู่ในความโลภ พระองค์ทรงรับสั่งให้ราชบุรุษเตรียมกองทัพเพื่อตามบัณฑิตนั้นไปยึดราชสมบัติ “มานพผู้หนึ่งกล่าวว่า จะยึดราชสมบัติ 3 นครให้พวกเรา พวกเธอจงเรียกมานพนั้นมาทีเถิด จงนำกลองไปเที่ยวตีประกาศในพระนครเรียกประชุมพลกาย เราต้องยึดครองสมบัติ 3 นครไม่ต้องชักช้า” ราชบุรุษรีบทำตามกระแสรับสั่ง เตรียมไพล่พลกองทัพ
แต่ไม่มีใครพบเห็นบัณฑิตที่พระราชากล่าวไว้เลย
ท้าวสักกะเทวราชทรงจำแลงตนเป็นชายหนุ่มมาเข้าเฝ้าพระโอรส
ท้าวสักกะเทวราชทรงจำแลงตนเป็นชายหนุ่มมาเข้าเฝ้าพระโอรส
     “ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ก็พระองค์ทรงกระทำสักการะแก่มานพนั่นอย่างไร หรือทรงถามที่อยู่อาศัยของมานพนั้นไว้อย่างไร” “พวกเราไม่ได้ทำสักการะเลยไม่ได้ถามที่พักอาศัยไว้เลย พวกเธอจงพากันไปค้นหาเขาเถิด” “ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พวกข้าพระองค์ ไม่เห็นมานพนั้นทั่วพระนครพระเจ้าข้า”
พระราชาทรงเกิดโทมนัส ครั้งนั้นความร้อนบังเกิดขึ้นในร่างพระกายพระองค์ผู้ทรงตกอยู่ในตัณหา 
 เมื่อพระสรีระทุกส่วนเร้าร้อนอยู่ กริยาที่วิ่งพล่านแห่งโลหิต ก็ทำท้องให้กำเริบแล้วเกิดการถ่ายท้องอย่างแรงขี้น ภาชนะอันหนึ่งเข้าอันหนึ่งออก พวกแพทย์สุดฝีมือที่จะถวายการรักษาได้ ครั้งนั้นการที่ท้าวเธอถูกความเจ็บป่วยเบียดเบียนได้เลื่องลือไปทั้งพระนคร “ราชสมบัติทั้ง 3 นครเสื่อมหายแล้ว เราเสื่อมเสียจากยศอันใหญ่มานพคงโกรธเรา ว่าไม่ให้เสบียงแก่เรา แล้วก็ไม่ให้ที่อยู่อาศัยด้วย เลยไม่มา”
กาลนั้นมีบัณฑิตหนุ่มเรียนศิลปะสำเร็จจากตักศิลา มาสู่สำนักบิดามารดาในพระนครพาราณสี เมื่อเขาได้ฟังเรื่องของพระราชานั้นก็คิดว่าต้องช่วยรักษาพระองค์ให้ได้ จึงไปสู่พระราชทวาร “ท่านราชบุรุษได้โปรดเข้าไปช่วยกราบทูลพระราชาด้วยเถิด ว่าเราสามารถรักษาพระองค์ได้” “มีบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่ง มารอที่หน้าประตูเมืองเขาบอกว่ารักษาพระองค์ได้พะยะค่ะ” “รักษาเราได้งั้นเรอะ แม้พวกแพทย์ทิศาปาโมกใหญ่ๆ ยังไม่สามารถรักษาเราได้ มานพหนุ่มจะสามารถได้อย่างไร 
     พวกท่านพากันให้เสบียงแล้วปล่อยเขาไปเถิด” ราชบุรุษนั้นนำพระราชดำริของพระกุมารโอรสองค์ใหญ่มาบอกแก่บัณฑิต แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามนั้น “ข้าพเจ้าไม่มีเรื่องที่ต้องทำ ด้วยค่ากำนัลหมอเลย ข้าพเจ้าจะขอถวายการรักษา โปรดให้เพียงค่ายาเท่านั้นก็พอ” พระราชาทรงสดับคำนั้น จึงทรงเปลี่ยนพระทัยให้บัณฑิตหนุ่มเข้ามารักษาพระองค์มานพนั้นตรวจดูพระราชาแล้วกราบทูล “ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลยพระเจ้าข้า ข้าพระองค์จะถวายการรักษาก็แต่ว่า พระองค์ทรงโปรดบอกสมุฏฐานแห่งโรคแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดพระเจ้าข้า”
บัณฑิตหนุ่มได้รับอนุญาตให้รักษาอาการประชวรของพระราชา
 บัณฑิตหนุ่มได้รับอนุญาตให้รักษาอาการประชวรของพระราชา
     “เจ้าจะเอาสมุฏฐานไปทำไม จงบอกยาเท่านั้นเถิด” “ข้าแต่มหาราช ธรรมดาหมอทราบว่าว่าความเจ็บนี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยสาเหตุนี้ ย่อมกระทำยาให้ถูกต้องกับความเจ็บปวดนั้นได้พระเจ้าค่ะ” พระราชาทรงตรัสบอกสมุฏฐานซึ่งเป็นเรื่องทั้งหมดตั้งต้นแต่ที่มานพหนุ่มมาบอกพระองค์ว่า จะสามารถช่วยให้พระองค์ให้เอาราชสมบัติใน 3 พระนครมาให้แล้วเขาคนนั้นก็หายไป “แน่ะพ่อ เราเจ็บคราวนี้เพราะตัณหา ถ้าเจ้าพอจะรักษาได้ ก็จงรักษาเถิด” “ข้าแต่มหาราช พระองค์อาจได้พระนครเหล่านั้นด้วยการโศกเศร้าหรือ”  “ไม่อาจดอกพ่อ” “ถ้าเช่นนั้นเหตุใดพระองค์จึงโศกเศร้าพระเจ้าข้า ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายย่อมละร่างกายของตนเป็นต้น ตลอดถึงสวิญญาณกทรัพย์ อวิญญานกทรัพย์ ทั้งหมดไป
แม้พระองค์จะยึดครองราชสมบัติในพระนครทั้ง 4 ได้ พระองค์ก็ยังเสวยพระกระยาหารในสุวรรณภาชนะทั้งสี่ บรรทมเหนือพระที่ทั้งสี่ ทรงเครื่องประดับทั้งสี่พร้อมกันในคราวเดียว
ไม่ได้ พระองค์ไม่ควรตกอยู่ในอำนาจของตัณหา เพราะตัณหานี้เมื่อเจริญขึ้นย่อมไม่ปล่อยให้พ้นจากอบายทั้ง  4 ไปได้พระเจ้าค่ะเมื่อบุคคลปรารถนากาม ถ้าสิ่งที่ปรารถนาของบุคคลนั้นย่อมสำเร็จได้ สัตว์ปรารถนาสิ่งใดได้สิ่งนั้นแล้ว ย่อมมีจิตใจอิ่มเอิบแท้ บรรดาความอิ่มเอิบทั้งหลาย ความอิ่มด้วยปัญญา
ประเสริฐยิ่งนัก เพราะผู้อิ่มด้วยปัญญานั้น ย่อมไม่เดือดร้อนด้วยกามทั้งหลาย คนผู้อิ่มด้วยปัญญา ตัณหาย่อมกระทำให้อยู่ในอำนาจไม่ได้พระเจ้าค่ะ” บัณฑิตเมื่อได้กล่าวคาถานั้น
ก็ได้เกิดฌาน มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ เพราะหน่วงเอาพระเศวตฉัตรของพระราชาเป็นอารมณ์ แม้พระราชาก็ทรงหายจากโรค พระองค์ทรงมีความยินดีเสด็จลุกจากพระที่บรรทม
ได้อย่างที่ผู้ที่ไม่เคยมีโรคภัยอันใด พระองค์ทรงประทานทรัพย์ให้แก่บัณฑิตหนุ่มแต่เขาก็ปฏิเสธ “ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เมื่อพระองค์กำลังกล่าวคาถาอยู่นั้นแล ใจก็ไม่ยินดีในทั้ง
วัตถุกาม ทั้งกิเลสกาม เพราะข้าพเจ้านั้นในขณะที่กล่าวคาถาก็ยังฌาณให้บังเกิดด้วยพระธรรมเทศนาของตน ข้าพระองค์ไม่ขอรับทรัพย์เหล่านั้นด้วยพระเจ้าค่ะ”

     หลังจากนั้นบัณฑิตหนุ่มก็บวชเป็นฤาษี เจริญพรหมวิหารอยู่จนตลอดชนมายุแล้วไปเกิดในพรหมโลก พระราชาทรงปกครองเมืองยังทรงธรรม พระศาสดาครั้นทรงนำพระเทศนา
นี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดก
พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พราหมณ์
ส่วนมานพผู้เป็นบัณฑิต เสวยพระชาติเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า



อ้างอิง 
http://www.dmc.tv/pages/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81.html


















พระราชาผู้รู้เสียงสัตว์



 พระราชาผู้รู้เสียงสัตว์




     ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้ถูกภรรยาเก่าเล้าโลมจนกระสัน อยากจะสึกรูปหนึ่งได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นท้าวสักกะอยู่บนสวรรค์ ในสมัยนั้นพระเจ้าเสนกะครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี อยู่มาวันหนึ่งพระราชาเสด็จประพาสเมือง มีนาคราชตนหนึ่ง กำลังเที่ยวจับเหยื่อบนบกกินอยู่ ถูกเด็กชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเอาไม้ทุบตีด้วยว่าเข้าใจว่าเป็นงู พระราชาเสด็จไปถึงที่นั้นพอดี จึงรับสั่งห้ามไว้และให้ปล่อยไปเสีย
ฝ่ายนาคราชเมื่อมีชีวิตรอดกลับไปก็สำนึกในบุญคุญของพระราชา ตกดึกเวลาเที่ยงคืน จึงจำแลงตนเข้าเฝ้าพระราชาถึงที่บรรทม มอบแก้วแหวนเงินทองให้พระเสนกะพร้อมผูกมิตรภาพเป็นพระสหายกัน นับตั้งแต่วันนั้น พระราชาจึงมีแขกเป็นนาคมาเข้าเฝ้าเสมอทุกคืน
อยู่ต่อมา นาคราชได้มอบหมายให้นางนาคผู้ไม่อิ่มในกามตนหนึ่งมาประจำอยู่ข้างพระเจ้าเสนกะ เพื่อทำหน้าที่ปกป้องและส่งข่าวแก่ตนยามพระราชาต้องการความช่วยเหลือ พร้อมกับมอบมนต์บทหนึ่งให้พระราชาไว้ใช้ร่ายในคราวไม่เห็นนางนาคตนนั้น
อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าเสนกะเสด็จประพาสสวนหลวงพร้อมด้วยบริวาร ขณะลงเล่นน้ำในสระ นางนาคเห็นงูน้ำตัวหนึ่งจึงแปลงร่างเป็นงูเสพสมกันอยู่ พระราชาเมื่อไม่ทรงเห็นนางนาคจึงร่ายมนต์เห็นนางนาคกำลังทำอนาจารอยู่จึงใช้ซีกไม่ไผ่ตี นางนาคโกรธจึงกลับคืนที่นาคพิภพรายงานในนาคราชทราบว่า
“พระเจ้าเสนกะสหายท่านตีข้าพเจ้า จึงกลับมานี่แหละ”
พร้อมกับเปิดรอยตีให้ดู นาคราชไม่ทรงทราบความจริง คิดว่าพระเจ้าเสนกะดูหมิ่นคนของตนจึงส่งนาคทหาร ๔ ตนไปทำลายที่บรรทมของพระราชา
“สหายมนต์นี้มีค่ายิ่ง ท่านอย่าให้ใครเป็นอันขาด ถ้าท่านจะมอบให้ใครแล้ว ท่านต้องฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดเข้ากองไฟ”
“แพะเพื่อนเอ๋ย เจ้านี้โง่สมกับคำเขาว่าจริง ๆ ไม่รู้จักอะไรควรทำในที่แจ้ง อะไรควรทำในที่ลับเลยนะ”
แพะตอบว่า “สหายเอ๋ย แกนั้นแหละโง่ ถูกเชือกรัดคอไว้มีเชือกมัดปาก เวลาเขาปล่อยแกก็ไม่หนีไป แต่ข้าว่าพระเจ้าเสนกะโง่กว่าแกเสียอีกนะ”
ม้าสงสัยจึงถามว่า “แพะเอ๋ย ที่ว่าข้าโง่นะข้ารู้ แต่ที่ว่าพระเจ้าเสนกะโง่นะข้ารู้ แต่ที่ว่าพระเจ้าเสนกะโง่นะ เพราะเหตุไรละ?”
แพะจึงบอกว่า “เพราะเรียนมนต์นะสิ พระเจ้าเสนกะสละชีวิตตนเพื่อให้ภรรยาเรียนมนต์ สุดท้ายตัวเองก็จะตายไม่มีภรรยา จึงโง่ไงละ”
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้วจึงตรัสว่า “แพะเอ๋ย ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงบอกมาว่า ข้าควรทำอย่างไรล่ะ”
แพะจึงตอบว่า “มหาราชเจ้า ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่รักเท่าชีวิตของตน คนไม่ควรให้ตนพินาศ ไม่ควรละทิ้งยศ เพราะคนรักอย่างเดียว”
ว่าแล้วก็แสดงตนเป็นท้าวสักกะให้พระราชาทราบ พระราชาจึงถามว่า “เทวราช ข้าพระองค์ได้ตรัสไปแล้วจะทำอย่างไรละที่นี้”
ท้าวสักกะจึงบอกวิธีว่า “มหาราชเจ้า ความเสียหายจะไม่มีแก่พวกท่านทั้ง ๒ ถ้าพระองค์บอกว่า ค่ายกครูมีอยู่ว่า ใครจะเรียนมนต์ต้องถูกเฆี่ยนตี ๑๐๐ ครั้ง นางจะไม่เรียนเอง”

เมื่อนาคทหารทั้ง ๔ ตนไปถึงที่บรรทม ขณะจะลงมือทำลายก็ได้ยินคำสนทนาของพระราชากับพระเทวีว่า “น้องนางรู้ไหมว่านางนาคไปไหน วันนี้นางนาคได้ทำอนาจารกับงูน้ำตัวหนึ่ง พี่จึงเอาซีกไม้ไผ่ตี เพื่อไม่ให้นางนาคทำอีก นางโกรธหนีกลับไปที่อยู่ของตนแล้วคงจะไปรายงานสหายเราทำลายมิตรภาพเสียแล้วละ ภัยกำลังจะเกิดขึ้นแก่พวกเรา”
พวกนาคทหารจึงกลับไปรายงานความจริงแก่นาคราชนาคราชจึงเข้าเฝ้าพระราชาด้วยตนเอง เล่าความจริงให้ฟังแล้วก็ขอขมาพระองค์ ก่อนกลับเพื่อไถ่โทษจึงมอบมนต์สรรพรุตชนะที่สามารถฟังเสียงสัตว์ทุกชนิดให้พระราชาพร้อมกำชับว่า
ตั้งแต่นั้นมา พระเจ้าเสนกะก็ทรงสำราญกับการฟังเสียงสัตว์พูดคุยกัน วันหนึ่งพระองค์ประทับที่ท้องพระโรง เสวยของเคี้ยวจิ้มน้ำผึ้งน้ำอ้อยอยู่ บังเอิญมีน้ำผึ้ง น้ำอ้อยหยดหนึ่งและขนมชิ้นหนึ่งตกลงที่พื้น มดแดงตัวหนึ่งเห็นเข้าก็รีบตะโกนร้องเรียกพวกพ้องว่า “เอ้ย..พวกเรา ถาดน้ำผึ้งหม้อน้ำอ้อยแตกแล้วหม้อขนมคว่ำแล้วที่ท้องพระโรง มาช่วยกันกินเร็ว” พระราชาทรงสดับเสียงร้องบอกกันของมดแดงแล้ว ทรงพระสรวล พระเทวีประทับอยู่ที่ใกล้เคียงจึงสงสัยแต่ก็ไม่ถามอะไร
เมื่อพระราชาเสวยและทรงสนานเสร็จแล้วก็ประทับบนพระราชบัลลังก์ ขณะนั้นมีแมลงวันตัวผู้กับตัวเมียสนทนากันว่า “น้องเอ๋ย พวกเรามาเสพสมกันเถิด” ตัวเมียพูดว่า “พี่คอยอีกสักหน่อย เดี๋ยวทหารจะนำของหอมมาถวายพระราชา เมื่อพระองค์ทรงลูบไล้ ผงของหอมจักตกลงมา ฉันจักไปทากลิ่นหอมก่อน เราค่อยเสพสมกันนะพี่” พระราชาทรงสดับเสียงนั้นแล้วก็ทรงพระสรวลอีก พระเทวีก็สงสัยอีกแต่ก็ไม่ทูลถามอะไร
ต่อมาเมื่อถึงเวลาเสวยพระกระยาหารเย็น อาหราชิ้นหนึ่งหล่นที่พื้น มดแดงก็ตะโกนร้องเรียกกันอีกว่า “เฮ้ย.. พวกเราหม้อข้าวแตกแล้ว มาช่วยกันกินเร็วโว้ย” พระราชาก็ทรงพระสรวลอีก พระเทวีก็สงสัยอีก
ในเวลาบรรทม พระเทวีจึงทูลถามพระราชา พระองค์พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ตอบ แต่สุดท้ายทนคำอ้อนวอนไม่ได้ จึงเล่าความจริงให้ฟัง พระเทวีจึงทูลขอเรียนมนต์ด้วย พระราชาเพราะเมตตาในพระเทวี จึงยอมตาย ตกลงใจจะมอบมนต์ให้พระเทวีเรียน
รุ่งเช้า ขณะที่พระองค์เสด็จไปประพาสสวนหลวง ท้าวสักกะทรงทราบเรื่องจึงพานางสุชาดามายังสวนหลวง จำแลงตนเป็นแพะสองผัวเมียยืนอยู่ข้างทางที่พระราชาเสด็จผ่าน แพะตัวผู้กำลังทำท่าทางเสพสมกับแพะตัวเมียอยู่ ม้าเทียมรถพระราชาจึงพูดกับแพะว่า
พระราชารับทราบแล้วเมื่อเสด็จกลับเมืองรับสั่งให้พระเทวีเข้าเฝ้าแล้วตรัสบอกอย่างนั้นพระเทวีก็รับคำว่ายินดีถูกเฆี่ยน พระองค์จึงรับสั่งให้ทหารเพชฌฆาตเฆี่ยนหลังพระเทวีด้วยหวาย ๑๐๐ ครั้ง พระเทวีพอถูกเฆี่ยนไปเพียง ๓ ทีเท่านั้น ก็ทนทานไม่ได้ร้องบอกว่าไม่ต้องการเรียนมนต์แล้ว นับแต่นั้นมาพระเทวีก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอเรียนมนต์อีกเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าฟังความเมียจะเสียการงานและอย่าทำตนให้เป็นคนไร้ประโยชน์


อ้างอิง
: http://www.nithan.in.th/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7e#ixzz4S8cjGByy

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

วีณาถูณชาดก-ชาดกว่าด้วยเรื่องรักคนผิด

วีณาถูณชาดก-ชาดกว่าด้วยเรื่องรักคนผิด


ธิดาสาวบุตรของเศรษฐีมีความงดงามกว่าหญิงใดในหมู่บ้าน


   ณ บ้านเศรษฐีแห่งหนึ่งในกรุงสาวัตถี ผู้เป็นธิดาได้เจริญวัยเข้าสู่วัยสาว มีรูปโฉมงดงามยิ่งกว่าใครๆ ในหมู่บ้าน ล้วนเป็นที่หมายปองของชายที่พบเห็น
มีชายมากมายมาสู่ขอธิดาผู้นี้จากเศรษฐี แต่ท่านก็ไม่ได้ยกให้ใคร เนื่องจากไม่มีใครเป็นที่ถูกใจของธิดาผู้นี้เลย 
     “ท่านเศรษฐี ยกธิดาผู้นี้ให้กระผมเถอะ กระผมจะดูแลทะนุถนอมน้องนางเป็นอย่างดี ไม่ต้องให้ท่านเศรษฐีเป็นห่วงเลย” “ลูกเอ๋ย มีชายมากมายมาสู่ขอเจ้า
เจ้าจะเลือกคนไหนเป็นคู่ครองเล่า” “เรื่องนี้ ลูกให้พ่อกับแม่ตัดสินใจเถิดจ๊ะ”
     เมื่อบุตรสาวยกให้บิดาเป็นผู้ตัดสินใจเลือกคู่ครอง เศรษฐีจึงได้เลือกบุตรชายเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคู่ครองบุตรสาว เมื่อถึงวันใกล้แต่งงานได้มีการนำโคอุสภราช
มาตกแต่งด้วยเครื่องสักการะ เมื่อธิดาสาวเห็นดังนั้นก็เกิดความสงสัย 
     “แน่ะแม่ นั่นชื่ออะไรนะ จึงได้เครื่องสักการะอย่างนี้” “ชื่อโคอุสภราช จ๊ะ คุณหนูดูที่หลังโคนี่สิจ๊ะ มันใหญ่และนูนกว่าโคตัวใดๆ ” “ถ้าอย่างนั้นโคตัวนี้คงเป็นใหญ่
กว่าโคตัวอื่นๆ ใช่ไหมจ๊ะ จึงได้ถูกเลือกให้เป็นโคอุสภราช”
     ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาธิดาเศรษฐีก็เข้าใจว่า โคที่มีหลังโค้งนูนกว่าตัวอื่นๆ คือโคที่เป็นใหญ่ “โคที่เป็นใหญ่ในหมู่โค ย่อมมีโหนกที่หลัง ถ้าอย่างนั้น
ชายคนที่เป็นใหญ่กว่าใครๆ ที่หลังของเขาก็คงต้องมีโหนกด้วยสินะ”
     วันหนึ่งขณะที่หญิงสาวลูกเศรษฐีกำลังเดินดูของในตลาดกับพี่เลี้ยงอยู่นั้น ก็ได้บังเอิญเจอกับชายหลังค่อม พลันธิดาสาวก็รู้สึกถูกใจชายคนนี้มากมาย
“เอ๊ะนั้น ที่หลังของชายคนนั้นมีโหนกนูนขึ้นมานี่นา บุรุษผู้นี้ คงเป็นบุรุษอุสภราชเป็นแน่ เราควรเป็นบาทบริจาริกาของบุรุษนี้”
     คิดได้ดังนั้นนางจึงได้วางแผนหนีตามชายคนนี้ไป จึงใช้ทาสีไปบอกแก่ชายค่อมว่า “นี่นาย ธิดาเศรษฐีคนนั้น เขาเกิดใจรักคิดอยากจะไปกับท่าน
ท่านจงไปรออยู่ ณ ที่ท้ายหมู่บ้านในกลางดึกคืนนี้เถิด นางจะหนีไปกับท่าน”
     “โอ้ ช่างเป็นบุญของเรายิ่งนัก ธิดาสาวคนนั้นช่างรูปโฉมงดงามยิ่งนัก ชายอย่างเราแม้แต่หญิงขี้ริ้วขี้เร่ก็ยังรังเกียจ แต่ธิดานางนี้ทั้งรูปโฉมและฐานะก็ดี
กลับมาช่วยตัวเรา เราปฏิเสธก็คงโง่เต็มที”
     แล้วกลางดึกคืนนั้นธิดาสาวก็ถือเอาของมีค่าใส่ห่อผ้า แล้วปลอมตัวไม่ให้ใครรู้จัก ลงจากปราสาทหนีไปกับชายค่อมนั่น “รีบไปกันเถอะจ๊ะพี่ เดี๋ยวจะมีคนมาเห็นซะก่อน”
“ได้สิจ๊ะ รีบเดินตามพี่มาทางนี้เลยจ๊ะ จากนี้พี่จะอยู่เป็นคู่น้องเอง”
     รุ่งเช้าเมื่อเศรษฐีและภรรยา รู้ว่าลูกสาวของตัวเอง หนีไปกับชายหลังค่อม ก็เสียใจ ต่อมาการกระทำของธิดาเศรษฐีนั้น ได้ปรากฏกันในนครและหมู่ภิกษุ
“โฮ่ๆๆ ลูกของพ่อ ทำไมเจ้าถึงได้คิดสั้นอย่างนี้ ชายค่อมคนนั้นจะดูแลเจ้าได้อย่างไรกัน โอ้ไม่น่าเลยลูกของเรา”
     ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรม ยกเอาเรื่องธิดาของเศรษฐีหนีไปกับชายหลังค่อมด้วยความรู้เท่าไม่ถึงกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบถึงเรื่องที่ถกกัน จึงตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธิดาเศรษฐีนี้ มิใช่ปรารถนาชายค่อมในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็ปรารถนาเหมือนกัน”
     แล้วพระองค์ก็ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า ดังต่อไปนี้ ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสีในตระกูลเศรษฐีตำบลหนึ่ง
เศรษฐีผู้นี้มีธิดาที่รูปงดงาม นางเป็นที่รักและหวงแหนของภรรยามาก
     “ลูกเอ๋ย ตอนนี้เจ้าก็โตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว คงถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะมีคู่ครองดีๆ สักคนหนึ่ง” “แหมพ่อจ๊ะ อย่าเพิ่งขับไล่ลูก ให้ออกจากออกไปจากอกของพ่อกับแม่อย่างนั้นเลย
ลูกอยากอยู่รับใช้ปรนนิบัติพ่อกับแม่ อยู่ด้วยกันแบบนี้ไปตลอดไม่ได้หรอจ๊ะ”
     บุตรตรีเศรษฐีเมื่อเจริญวัยเป็นสาวเต็มตัว ผิวพรรณผุดผ่องน่าตางดงาม รวมทั้งฐานะร่ำรวยเป็นที่หนึ่งในหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้นางจึงเป็นที่หมายปองของชายโสด
ที่ได้พบเห็นทั่วพาราณสี “โอ้โห หญิงสาวนางนั่นเป็นลูกเศรษฐีสินะ ช่างงดงามดังคำร่ำลือจริงๆ แค่เห็นเท่านั้นใจเรายังเต้นไม่เป็นจังหวะเลย หากได้ครองรักกัน
จะมีความสุขเพียงใดนะ” ด้วยรูปโฉมและฐานะ จึงทำให้มีบุตรเศรษฐีมากมาย เพียรหมั่นมาสู่ขอ แต่ละคนล้วนขนข้างของเงินทองมากมายมาเป็นสินสอด แต่ก็ไม่มีใครที่ได้สมรักธิดาสาวเศรษฐีผู้นี้เลย
“ท่านเศรษฐีได้โปรดยกลูกสาวของท่านให้กับเราได้ดูแลเถิด ตั้งแต่เราได้พบกับนาง เกิดความรักขึ้นเต็มหัวใจ เราจะดูแลน้องนางเป็นอย่างดี ไม่ทำให้ท่านผิดหวังได้เลยนะท่านเศรษฐี”
     “มีคนมาสู่ขอลูกมากมาย ลูกจะเลือกใครเล่า” “ลูกไม่รู้หรอกจ๊ะ เรื่องนี้แล้วแต่ท่านพ่อกับท่านแม่เถิดจ๊ะ” เมื่อลูกสาวไม่พอใจชายคนไหนเลย จึงเป็นธุระของเศรษฐีกับภรรยา
ที่ต้องคัดเลือกชายที่เหมาะสมกับลูกสาวตัวเอง “เจ้าว่าเราจะเลือกผู้ชายคนไหนดี แต่ละคนก็ล้วนภูมิฐาน มีฐานะแล้วก็มีความรู้กันหมดเลย” “น้องว่าเลือกชายคนนั้นเถิด
เขาดูเป็นผู้ใหญ่ แถมมีฐานะมั่นคงด้วย คงเลี้ยงลูกเราให้มีความสุขได้ 
     เศรษฐีและภรรยาได้เลือกชายคนหนึ่งในกลุ่มที่มาสู่ขอนั้น ให้แต่งงานกับลูกสาวของตน ด้วยเห็นเป็นผู้มีความคิดดีประพฤติดี และมีฐานะการงานที่มั่นคง
เมื่อเลือกชายที่จะมาเป็นคู่ครองของบุตรสาวได้แล้ว จึงได้ตกลงปรึกษากันถึงการแต่งงาน เมื่อกำหนดวันกันแล้ว ธิดาเศรษฐีก็เห็นเครื่องสักการะสมณะ
ของโคอุสภราชที่เรือนของตน ก็แปลกใจ
                “สัตว์ตัวนี้ชื่ออะไรเหรอจ๊ะ” “โคอุสภราชค่ะ คุณหนู” “โคตัวนี้ถูกยกให้เป็นโอุสถราช นั่นก็คงเป็นเพราะว่า โหนกที่สูงนูนออกมานั่นนะสินะ ดูสิเมื่อได้เป็นโคอุสภราชโคตัวนี้ก็ได้ตกแต่งสวยงาม สง่างามกว่าโคตัวใดๆ” วันหนึ่งในขณะที่ธิดาเศรษฐีเดินดูของในตลาดกับพี่เลี้ยงนั้น พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นชายหลังค่อมที่เดินอยู่อีกฝากของตลาด “เอ๊ะนั่น ชายคนนั้นมีหลังโหนกนูเหมือนโคอุสภราชเลยนี่นา ชายคนนี้คงเป็นบุรุษอุสภราชสินะ หากเราได้ครองรักกับชายคนนี้เราคงจะมีความสุขแน่ๆ” 
     ธิดาเศรษฐีคิดได้ดังนั้นจึงได้วางแผนนัดแนะชายหลังค่อมให้หนีไปด้วยกัน “นี่แหนะเจ้าคนหลังค่อม ธิดาเศรษฐีคนโน้นเค้าอยากหนีไปกับเจ้า นางบอกให้เจ้า
ไปรอที่ท้ายหมู่บ้านคืนนี้” “อะไรนะ ท่านพูดว่าอะไรหญิงสาวคนนั้นนะเหรอถูกใจเรา โอ้ นี่คงเป็นบุญของเราละสิ ธิดาเศรษฐีผู้เลิศเลอ โฉมงามมาหลงรักเราเช่นนี้
เรารึ จะปฏิเสธนางไปก็คงบ้าแล้ว ท่านจงไปบอกนางเถิดว่า เราจะรอนาง ให้นางมาครองรักกับเราเถิด”
     กลางดึกคืนนั้น เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่และคนรับใช้หลับกันหมดแล้ว ธิดาเศรษฐีก็แอบปีนลงมาจากหน้าต่าง ถือถุงผ้าที่แอบใส่ข้าวของเงินทองไว้ แล้วแต่งกาย
ปลอมตัวเป็นสาวชาวบ้านธรรมดาเพื่อไม่ให้ใครจำได้ “แต่งตัวอย่างนี้ คงไม่มีใครจำเราได้สินะ คืนนี้ เราจะได้ไปกับบุรุษอุสกราชแล้ว ดีใจจังเลย จะมีหญิงสักกี่คนนะ
ที่โชคดีอย่างเรานะ” “น้องรักของพี่ หนีออกมาหาพี่จริงๆ ด้วย นี่พี่ฝันไปรึนี่”
     “ไม่ได้ฝันไปหรอกจ๊ะ น้องจะได้ไปกับพี่จริงๆ เรารีบไปกันเถอะจ๊ะ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะตื่น แล้วก็ตามมาทันซะก่อน” ชายหลังค่อมกับลูกเศรษฐี เดินทางฝ่าลมหนาวในคืน
ที่หนาวเหน็บลมที่พัดแรง ทำให้ทั้งสองหนาวสั่น ลูกสาวเศรษฐีได้พบกับความลำบากเป็นครั้งแรก ชีวิตไม่ได้มีความสุขดังที่เธอคิดไว้ “พี่จ๊ะ ทำไมมันหนาวเหลือเกิน
แล้วเราต้องเดินไปอีกไกลแค่ไหนละจ๊ะ น้องเมื่อยแล้วนะ หนาวด้วย” “ทนเอาเถิดน้องเอ๋ย อีกประเดี๋ยวก็คงจะเจอที่ที่เราจะพักได้”
     ทั้งคู่นั้นเดินทางกันตลอดคืน ครั้งนั้นชายค่อมซึ่งถูกความหนาวเบียดเบียนตลอดคืน ได้เกิดโรคลมกำเริบขึ้นในร่างกายเดินไปแทบจะไม่ไหว ฝ่ายลูกสาวเศรษฐี
ก็ได้แต่ร้องไห้กับความลำบาก แถมชายที่เธอคิดว่าเป็นบุรุษอุสกราชก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเธอได้เลย “ฮือๆๆ พี่เป็นอะไรไป น้องหนาวเหลือเกิน เดินต่อไป
ไม่ไหวแล้ว ฮือๆๆๆ”
     รุ่งเช้าเศรษฐีและภรรยาเมื่อรู้ว่าลูกสาวหนีไป ก็ตกใจสั่งให้คนใช้ในบ้านไปสืบข่าวคราว เมื่อรู้ว่าหนีไปพร้อมกับชายหลังค่อม ก็รีบออกตามหาพร้อมกับบริวาร “โธ่ ลูกของพ่อ
นี่เจ้าหนีไปไหนกันนะ ทำไมเจ้าถึงทำอย่างนี้” “ลูกแม่ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ อากาศหนาวออกอย่างนี้  เจ้าจะทนความหนาวได้อย่างไรกัน” ชายหลังค่อมเกิดทุกขเวทนา
สาหัส ล้มตัวลงนอนบนผืนหญ้าข้างทาง ขดตัวนอนหนาวสั่น ส่วนธิดาเศรษฐีก็นั่งอยู่ใกล้เท้าของเขา นั่งร้องไห้
ลูกสาวเศรษฐีได้แต่งงานและครองรักกับชายหนุ่มที่พ่อแม่ได้เลือกไว้ให้
ลูกสาวเศรษฐีได้แต่งงานและครองรักกับชายหนุ่มที่พ่อแม่ได้เลือกไว้ให้
   
     “เราไม่น่าหนีพ่อกับแม่ มากับชายผู้นี้เลย หนาวก็หนาว เดินจนปวดขาไปหมดแล้ว ดูสิ ชายคนนี้ก็ช่วยเหลืออะไรเราไม่ได้เลย” เมื่อเศรษฐีตามมาจนพบลูกสาว เขาดีใจมาก
รีบเข้าไปกอดลูกสาว เอาผ้าห่มมาห่อตัวลูกสาวไว้ปลอบประโลมจนลูกสาวดีขึ้น จึงไต่ถามเรื่องราว “ลูกเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงหนีมากับชายผู้นี้ล่ะ” “พ่อจ๋า ลูกคิดว่าบุรุษผู้นี้
คืออุสภราชจึงหนีมากับเขา” “เรื่องนี้เจ้าคิดเองคนเดียว บุรุษเตี้ยค่อมผู้โง่เขลานี้ จะนำทางชีวิตเจ้าได้อย่างไรกัน ทำไมเจ้าถึงคิดว่าเขาคือบุรุษอุสภราชกันละ”
“ลูกเห็นโคอุสภราชตัวหนึ่ง ก็คิดว่าโคเป็นใหญ่กว่าโคทั้งหลาย มีโหนกที่หลัง แม้บุรุษก็มีโหนกที่หลังนั้น คงจะเป็นบุรุษอุสภราช ลูกเข้าใจว่า ชายค่อมเป็นบุรุษอุสภราช
ก็จึงรักใคร่ แต่บัดนี้ชายค่อมผู้นี้นอนตัวงออยู่เหมือนคันพิณที่สายขาดแต่มีร่าง”
     ครั้งนั้นเศรษฐีพาลูกสาวกลับบ้าน และให้แต่งงานกับชายที่ตัวเองเลือกไว้ ธิดาสาวจึงได้ใช้ชีวิตอยู่กับคู่ครองอย่างมีความสุขสืบมา พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนา
นี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
ธิดาเศรษฐีในครั้งนั้น ได้เป็น ธิดาเศรษฐีในครั้งนี้
ส่วนพระราชากรุงพาราณสี เสวยพระชาติเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า




อ้างอิง http://www.dmc.tv/pages/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81-%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%93%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81.html












สตีในประเทศไทย

สตรีในประเทศไทย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สตรีไทยในประวัติศาสตร์


        บทบาทของสตรีในประเทศไทยนั้นได้เพิ่มขึ้นกว่าในอดีตอย่างมากและพบว่า ผู้หญิงได้รับการยอมรับในสังคมมากขึ้นโดยประเทศไทยเป็นประเทศแรก ๆ ในทวีปเอเชียที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2475 อย่างไรก็ดี บทบาทด้านการพัฒนาชาติยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก ผู้หญิงยังคงมีบทบาทน้อยในการเมืองไทย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมาจากความตระหนักเรื่องความเท่าเทียมทางเพศที่ไม่เพียงพอและจากทัศนคติของสังคม อย่างไรก็ดีพวกเธอก็ยังได้รับการยอมรับจากสังคมในภาพรวมมากกว่าบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ
การเมือง
ถึงแม้ว่าจะไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย ก็ยังมีปัจจัยอีกหลายประการที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถมีบทบาททางการเมืองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งได้แก่ การกีดขวางทางโครงสร้าง อุปสรรคทางวัฒนธรรม รวมทั้งมีคุณวุฒิ สถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2492 อรพินท์ ไชยกาล (ภรรยาเลียง ไชยกาล อดีตรัฐมนตรีและสมาชิสภาผู้แทนราษฎร) เป็นสตรีไทยคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรในรัฐสภาไทย
 ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ซึ่ง เลอศักดิ์ สมบัติศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ วิมลศิริ ชำนาญเวช รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย เป็นสตรีไทยสองคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะล่วงมาถึงพุทธทศวรรษ 2540 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นหญิงยังมีไม่ถึงร้อยละ 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด โดยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2554 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 28 อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับว่าเป็นสตรีไทยคนแรก ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขฝ่ายบริหารของไทย

ธุรกิจ

ในแวดวงการประกอบการ ประชากรผู้หญิงไทยคิดเป็นแรงงาน 47% ของทั้งประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนผู้หญิงทำงานที่สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงไทยยังเผชิญกับปัญหาการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและความไม่เท่าเทียมทางเพศในเรื่องค่าจ้างเนื่องจากผู้หญิง "กระจุกตัวอยู่ในงานรายได้ต่ำง ในด้านสวัสดิการหญิง ผู้หญิงไทยบางคนยังมีแนวโน้มที่จะตกเป็นเหยื่อของการถูกสามีข่มขืน การค้ามนุษย์ การค้าประเวณี และรูปแบบอื่นของความรุนแรงในครัวเรือนและอาชญากรรม
การสมรส

ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้หญิงไทยเฉลี่ยแล้วสมรสโดยมีอายุน้อยกว่าชาย และครัวเรือน 24% ที่ระบุว่าหญิงเป็น "หัวหน้าครอบครัว" ในปี พ.ศ. 2550 เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า หลังสงครามเวียดนาม ประเทศไทยได้กลายมาเป็นจุดหมายของ "แหล่งพักผ่อนและสันทนาการ" และ "การท่องเที่ยวทางเพศ" สำหรับชายต่างประเทศ ซึ่งบางครั้งส่งผลให้มีการแต่งงานกับหญิงไทย ในหมู่ชายต่างประเทศที่มาแต่งงานเหล่านี้เป็นชายจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งแสวงหาคู่และการปลดภาระทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเกษียณ ขณะที่หญิงไทยแต่งงานกับชายต่างประเทศเพื่อชดใช้ชีวิตที่ผ่านมาที่เคยเป็นโสเภณี จากการถูกทิ้งโดยอดีตคนรัก และเป็นทางหนีจาก "ความยากจนและความไม่มีความสุข" แต่ไม่ใช่หญิงไทยทุกคนที่แต่งงานกับชายต่างประเทศจะเคยเป็นโสเภณีมาก่อน

บทบาทและสถานภาพของสตรีในประวัติศาสตร์




ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สตรีไทยในประวัติศาสตร์




สังคมไทยในอดีตเป็นแบบ "ผัวเดียวหลายเมีย" หมายความว่า ชายมีสถานะเหนือหญิงในทุกด้าน ในสมัยสุโขทัย ตำหนิชายที่มีชู้กับภรรยาคนอื่น แต่ไม่ห้ามชายมีภรรยาหลายคน ต่อมา ในสมัยอยุธยา กฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ศ. 1904 ยังได้แบ่งภรรยาออกเป็น 3 ประเภท และชายจะมีภรรยากี่คนก็ได้ ทั้งยังมีภาษิตที่ว่า "ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน  ซึ่งต่อมารัชกาลที่ 4ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าไม่ยุติธรรม ให้ยกเสีย เนื่องจากกรณีถวายฎีกาของอำแดงเหมือน จนกระทั่ง พ.ศ. 2478 จึงมีกฎหมายให้ชายมีภรรยาได้เพียงคนเดียว

สำหรับบทบาทด้านการเมือง สตรีสมัยอยุธยามีบทบาททางการเมืองอยู่ไม่มากก็น้อย ซึ่งพงศาวดารอยุธยาเน้นว่าการเข้าสู่อำนาจของหญิงนำมาซึ่งความเสื่อมเสียและความยุ่งยาก ดังเช่นกรณีท้าวศรีสุดาจันทร์ หญิงยังถูกใช้เป็นเครื่องมือแห่งอำนาจ คือ การแต่งงานเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง เป็นตัวประกัน และเป็นบำเหน็จในราชการสงคราม นอกจากนี้ ยังมีตำนานว่า สมเด็จพระศรีสุริโยทัยและท้าวสุรนารีเป็นวีรสตรีผู้สร้างวีรกรรมในประวัติศาสตร์
หญิงเริ่มมีบทบาททางเศรษฐกิจและสังคมยิ่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยหญิงได้เป็นกำนันตลาดหรือนายอากรตลาดในรัชกาลที่ 2 มีผลงานสร้างสรรค์บทกวี และบางคนได้เรียนหนังสือพระราชบัญญัติเรื่อง "ผัวขายเมีย บิดามารดาขายบุตร พ.ศ. 2410" ห้ามไม่ให้สามีขายภรรยาหากภรรยาไม่ยินยอม หลังจากนั้นก็มีการเรียกร้องสิทธิสตรีขึ้น มีหนังสือพิมพ์สตรีเกิดขึ้นหลายฉบับ
สถานภาพของหญิงในสังคมดีขึ้นเป็นลำดับโดยเฉพาะหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกได้ให้สิทธิแก่ชายและหญิงในการเลือกตั้ง หญิงได้รับเลือกเป็นผู้ปกครองส่วนท้องถิ่นครั้งแรกใน พ.ศ. 2478พ.ศ. 2525 มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้หญิงเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านได้
สตรีมีบทบาทในทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก โดยอัตราการมีงานทำของสตรีอยู่ที่ร้อยละ 44.1 ใน พ.ศ. 2547 ทำงานในภาคเกษตรกรรมสูงสุด (ร้อยละ 40.4) ตามมาด้วยภาคบริการและอุตสาหกรรม (ร้อยละ 40.2 และ 19.5 ตามลำดับ) สถิติสตรีเป็นนายจ้าง ลูกจ้าง และประกอบธุรกิจส่วนตัวโดยไม่มีลูกจ้างเพิ่มขึ้น และช่วยเศรษฐกิจในครัวเรือนโดยไม่ได้รับค่าจ้างลดลง สตรีมีการศึกษาระดับอุดมศึกษาสูงกว่าชาย สตรียังมีสถิติทำงานในแวดวงราชการสูงกว่าชายโดยอยู่ที่ร้อยละ 60.1

อ้างอิง https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2